รีวิวเกม Death’s Door อีกาตัวน้อยกับการตามล่าดวงวิญญาณ

เกมโทรศัพท์

รีวิวเกม Death’s Door อีกาตัวน้อยกับการตามล่าดวงวิญญาณ

รีวิวเกม Death’s Door วันนี้จะมาเล่าถึง อีกา ที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับวิญญาณเหมือนกับหน้าที่ของยมบาล หน้าที่ของเขาดูเหมือนจะเป็นการจัดการกับพวกเหล่าวิญญาณร้ายต่างๆ วันหนึ่งวิญญาณที่สำคัญดวงหนึ่งที่เขาได้ดูแล โดนลักขโมยไปโดยมีฝีมือของใครบางคน ซึ่งก็เป็นหน้าที่ของ อีกา ที่จะต้องไปตามมันกลับมาให้ได้โดยที่เขาจะต้องเข้าไปตามหาในโลกแห่งความตายที่รอบตัวเต็มไปด้วยสัตว์ประหลาดที่น่าสะพรึงกลัวและจ้องจะทำร้าย

เกม Death’s Door เรื่องราวของอีกากับดวงวิญญาณ

เกม Death’s Door เรื่องราวในส่วนของ ตัวเกมนี้ ตัวผู้เล่นจะได้รับบทบาทเป็นอีกา ซึ่งทำหน้าที่เป็น ยมบาล เหมือนกันกับอีกาทั่วๆไป ที่อยู่รวมกันเป็นบริษัทและในทุกๆ วันพวกเหล่าอีกาก็จะต้องพากันเดินทางมาออฟฟิศ เพื่อรอรับงานเก็บเกี่ยววิญญาณจากผู้ที่มอบหมายงานเหล่ายมบาลจะใช้ ประตู เป็นเครื่องมือเพื่อเปิดทางให้เชื่อมระหว่างมิติ ในการออกเดินทางไปตามไล่ล่าเหล่าวิญญาณที่อยู่มานานเกินอายุขัยจนกลายเป็นปีศาจ น่าที่ของเราคือปราบพวกมันนำมาส่งเพื่อในแต่ละวัน

แต่แล้วทุกสิ่งทุกอย่างก็ไม่เหมือนเดิมเมื่อมีวันหนึ่งตัวเราได้ออกไปทำหน้าที่ จัดการกับเหล่าปีศาจและเตรียมจะรับดวงวิญญาณกลับไปในนาทีนั้นก็จะมีคนลึกลับปรากฏตัวออกมาในทันที และได้ขโมยวิญญาณนั้นไปจากเราถ้าหากไม่มีวิญญาณกลับไปส่ง ประตูเชื่อมต่อกับโลกแห่งมนุษย์จะไม่มีทางปิดลง และส่งผลอันร้ายแรงที่ตัวเราจะสูญเสียความอมตะจะค่อยๆ เสื่อมสภาพลงไปตามกาลเวลาและจะส่งผลให้ถึงแก่ความตาย

ความสับสนและความสงสัยของอีกาจึงได้เดินทางออกไปสืบสาวแกะรอยหาตัวคนร้ายเพื่อจะนำวิญญาณดวงนั้นกลับมาให้ได้ และเขาไม่รู้เลยว่านั่นคือจุดเปลี่ยนสู่โชคชะตาตาอันยากที่จะหันหลังกลับ นำไปสู่การค้นพบความจริงของโลกใบนี้ที่ถูกปิดเอาไว้อย่างแสนยาวนาน

เนื้อเรื่อง

เกม Death’s Door เนื้อเรื่องดูผ่านๆเหมือน จะเรียบง่าย แต่ก็มีสิ่งที่น่าสงสัยเกี่ยวกับธรรมชาติในเกม ซึ่งก็ต้องชื่นชมว่า Mark Foster (มาร์ค ฟอสเตอร์) ได้นำเรื่องราวมาวางไว้ได้อย่างลงตัวและสมเหตุสมผล และสิ่งที่น่าสนใจมากอีกหนึ่งอย่าง คือระหว่างทางเราจะได้ทำความรู้จักกับบอสก่อนที่จะได้ต่อสู้ นั่นทำให้เราค่อยๆเข้าใจความเป็นมาและแรงจูงใจที่ต่างฝ่ายก็ล้วนอยากจะมีชีวิตการอยู่รอดในฉบับของตัวเอง นี้จึงเป็นเกมที่ทุกๆ Boss Fight ล้วนมีเรื่องราว ที่ซ่อนอยู่เสมอ ถึงแม้ว่าในตัวเกมนี้จะดูมืดมน และแห้งแล้งแต่ก็ดีที่ยังมีสีสันจากเหล่า NPC มาคอยเสริอมตวามมีชีวิตชีวา

โดยตัวเกมนี้ ใช้เวลาเล่นอยู่ที่ 7-8 ชั่วโมงซึ่งยาวนานมากซึ่งมันก็คุ้มค่าแหละ เฉพาะในส่วนของเนื้อเรื่องหลักนะ ถ้าหากใครชอบหาความลับหรืออยากจะลุยจนจบเกมต่อ ก็ยิ่งจะกินเวลานานขึ้นไปอีกเป็นสิบกว่าชั่วโมงเลย

การควบคุม

ในตัวเกมนี้ค่อนข้างมีการควบคุมที่เรียบง่ายระหว่างการต่อสู้จะมีให้ทำหลักๆมีแค่เพียงกดกลิ้งหลบ ใช้อาวุธ และกดฟันดาบโจมตีเท่านั้น Moveset ที่ออกมาแบบมาได้ตรงตามมาตรฐานของแนวเกมแอ็กชั่นทั่วๆ ไปอย่างไรก็แล้วแต่เกม Death’s Door ไม่ใช่เกมที่จะรับมือรับมือกับศัตรูได้ด้วยการฟันรัวๆ ฆ่าให้หมดเพราะตัวเกมให้พลังชีวิตมาแบบจำกัดมาก เกมต้นเกมสามารถถูกโจมตีได้เพียง 4 hit จึงจะต้องระวังตัวและคอยสังเกตแพตเทิร์นในการโจมตีของฝ่ายศัตรูตลอดเวลา

ระบบการต่อสู้

เราจะเน้นไปที่การยืนตำแหน่งให้เหมาะสมในการต่อสู้ และเข้าไปโจมตี หลบออกมาเป็นจังหวะ ฟันไปต้องดูสภาพความพร้อมและสิ่งรอบข้างไปด้วย ยังไม่พอเท่านั้นเกมนี้ไม่มีการปรับระดับความยากของเกม เพราะฉะนั้นต้องอาศัยการฝึกฝนให้เชี่ยวชาญในระดับหนึ่งเพื่อผ่านแต่ละฉาก ซึ่งบางทีก็ง่าย แต่บางทีก็ยากมากจนต้องตายกันบ่อยๆอยู่พักหนึ่งเลยทีเดียวกว่าจะผ่านได้

สรุป

บอกได้เลยว่าเกมทำออกมาได้น่าเล่นมากๆ เลยทีเดียวการเคลื่อนไหวในเกมและการต่อสู้ ถือว่าทำออกมาได้มันส์สะใจสุดๆ สำหรับใครที่อยากจะลองเล่น เกม Death’s Door ตัวเกมมีวางจำหน่ายแล้วเชื่อว่าแฟนๆเกมผจญภัยได้เล่นแล้วคงจะถูกอกถูกใจอย่างแน่นอน

 

บทความก่อนหน้านี้ : รีวิวเกม Darwin Project