วิธีดูแลรักษาแหวนแต่งงาน

      วิธีดูแลรักษาแหวนแต่งงานให้ดูใหม่อยู่เสมอ เพราะแหวนแต่งงานเปรียบเสมือนสัญลักษณ์แทนชีวิตคู่ ดังนั้นการดูแลและรักษาแหวนแต่งงานจึงเป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้กัน

แน่นอนอยู่แล้วว่า แหวนแต่งงาน เมื่อเราลองได้สวมไปนานๆ ย่อมต้องเกิดรอยคราบของความสกปรก ทั้งจากฝุ่นละออง เหงื่อไคล และไขมันจากผิวกาย จนทำให้ตัวแหวนสกปรก บางครั้งคราบนั้นก็ติดเป็นรอยฝังแน่น แหวนแต่งงานของคุณจากที่เคยสวย ต้องขาดประกายเงางามไปเสีย วันนี้เรามีวิธีง่ายๆ สำหรับเอาไว้ใช้ทำความสะอาดแหวนแต่งงานของคุณให้กลับมาสวยเหมือนใหม่กัน

  1. น้ำอุ่นและน้ำสบู่อ่อนๆ

ถือเป็นวิธีการทำความสะอาดแหวนแต่งงานอย่างง่ายๆ ด้วยการผสมน้ำอุ่นกับน้ำสบู่อ่อน ๆ หลังจากนั้นก็นำแหวนแต่งงานแช่ทิ้งไว้ประมาณ 20-40 นาที แล้วหาแปรงขนอ่อนมาขัดทำความสะอาดเบาๆ แล้วค่อยนำไปล้างน้ำอุ่นอีกครั้ง หาผ้าแห้งมาซับ เป็นอันว่าเสร็จเรียบร้อย

  1. สเปรย์ทำความสะอาดเครื่องประดับ

ถ้าคุณไม่อยากยุ่งยาก เราแนะนำให้คุณผู้หญิงซื้อพวกสเปรย์ทำความสะอาดเครื่องประดับมาจะดีที่สุด เพราะสเปรย์พวกนี้จะมีคุณสมบัติสารที่ไม่เป็นอันตรายต่อตัวอัญมณี และยังไม่เป็นอันตรายต่อผิวหนัง เวลาทำความสะอาดก็แค่ฉีดสเปรย์บนแหวนแต่งงาน แล้วก็ใช้แปรงค่อย ๆ ขัดทำความสะอาด ล้างด้วยน้ำสะอาด เท่านี้คุณก็เหมือนได้แหวนแต่งงานวงใหม่แล้วค่ะ

  1. เก็บแหวนในกล่องผ้าบุ

เพราะแหวนแต่งงานเป็นของสำคัญ ดังนั้นคุณควรจะเก็บแหวนแต่งงานในกล่องที่มีการบุผ้าอยู่ภายใน หรือไม่ก็ควรหาผ้าเนื้อนิ่มมาห่อตัวแหวนเอาไว้ เพื่อป้องกันแหวนแต่งงานไปเสียดสีกับเครื่องประดับชิ้นอื่นๆ และไม่ลืมที่จะนำแหวนของคุณไปตรวจเช็กสภาพด้วยนะคะ สักประมาณครึ่งปีค่อยเอาไปตรวจสักครั้งก็ยังดี

  1. หลีกเลี่ยงการใส่แหวนแต่งงานแบบสมบุกสมบัน

ถ้าคุณรู้ตัวว่ากิจวัตรประจำวันของคุณจะต้องเป็นอะไรที่สมบุกสมบัน ไม่ว่าจะด้วยลักษณะการทำงานและลักษณะนิสัย เป็นไปได้ให้ถอดแหวนแต่งงานเก็บไว้จะดีกว่า เพราะอาจมีความเสี่ยงที่แหวนแต่งงานของคุณจะต้องเกิดรอยและหมองเร็วยิ่งขึ้นนั่นเอง หรือไม่ถ้าคุณอยากใส่แหวนแต่งงานจริง ๆ คุณอาจซื้อแหวนอีกวงเอาไว้เป็นตัวแทนแหวนแต่งงานวงจริงก็ได้ค่ะ

    วิธีการรักษาแหวนแต่งงานที่เราบอกแต่ละวิธี ล้วนแล้วแต่เป็นวิธีง่าย ๆ เพราะแหวนแต่งงานเป็นเหมือนสัญลักษณ์แทนความรักของคุณทั้งสอง จะว่าไปการดูแลแหวนแต่งงานให้ดูใหม่ก็เปรียบเหมือนการดูแลรักษาความรักของคุณทั้งสอง คงไม่มีคู่ไหนที่อยากให้ความรักของคู่ตัวเองเก่าและดูหมองแน่ๆ ใช่ไหม

 

ฟิโลโฟเบีย (Philophobia) โรคกลัวความรัก

            ในหลายๆคนความรักคือสิ่งสวยงาม แต่ความรักไม่ได้เป็นสิ่งสวยงามสำหรับทุกคนเสมอไป เพราะขณะที่หลายคนกำลังชื่นมื่นกับอาการอินเลิฟ คนบางกลุ่มกลับเลือกที่จะหลีกหนีจากความรู้สึกที่มีผลเป็นลบกับตัวเขา วันนี้เราพามารู้จักกับโรคฟิโลโฟเบีย (Philophobia) หรือที่เรียกง่ายๆ ว่า  โรคกลัวความรัก จะเป็นอย่างไร ไปลองดูกัน

 โรคฟิโลโฟเบีย (Philophobia) 

เป็นภาวะป่วยทางจิต ซึ่งมีอาการปฏิเสธความรู้สึกพิเศษจากรูปแบบสัมพันธ์เชิงชู้สาว ไม่ว่าจะเป็นผู้ให้หรือรับความรักก็ตาม โดยเมื่อกลุ่มคนเหล่านี้ ต้องเผชิญกับสถานการณ์หรือความรู้สึกรัก นอกจากจะทำให้รู้สึกกังวลใจแล้ว ยังมีผลข้างเคียงที่แสดงออกทางกายภาพด้วย ทั้งนี้แม้ผู้มีอาการดังกล่าวจะเป็นฝ่ายรู้สึกหวั่นไหวกับใครเสียเอง แต่สุดท้ายก็จะจบลงไม่สวย ด้วยเพราะไม่กล้าเปิดใจให้กับความรักนั่นเอง

 อาการของผู้ป่วยเป็นโรคฟิโลโฟเบีย (Philophobia) 

  1. ทนรับกับความรู้สึกหวั่นไหว ทั้งจากตัวเองหรือจากผู้อื่นไม่ได้ จนเครียด
  2. ปิดโอกาส ไม่เปิดใจกับใคร มักห้ามใจตัวเอง และปฏิเสธความสัมพันธ์ที่จริงจังกับใคร
  3. หลีกเลี่ยงกับอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มีแต่คู่รักหรือฉากหวานซึ้ง
  4. รักสันโดษ ชอบอยู่คนเดียว และชอบสร้างกำแพงกับผู้อื่น จนอาจถูกมองว่าเป็นพวกโลกส่วนตัวสูง เพื่อปกป้องตัวเอง
  5. หวาดระแวง และระแวดระวังกับรูปแบบความสัมพันธ์ลึกซึ้งที่เข้ามา
  6. เมื่อเผชิญกับสถานการณ์รักๆ ใคร่ๆ อาจมีอาการทางกายภาพอย่าง เหงื่อแตก ร้องไห้ ใจสั่น หัวใจเต้นรัวเร็ว หายใจแรง มือเท้าชา อาเจียน หรือถึงขั้น เป็นลมหมดสติ

 สาเหตุของการเกิดโรคฟิโลโฟเบีย (Philophobia) 

โรคนี้ จัดเป็นโฟเบียชนิดเฉพาะเจาะจง ซึ่งพบเป็นอันดับต้นๆ และก็มาจากหลากหลายปัจจัยด้วยกัน ทั้งจากสิ่งแวดล้อมและประสบการณ์ แยกได้ดังต่อไปนี้

  1. เติบโตจากครอบครัวที่มีปัญหาความขัดแย้งในครอบครัว จนปลูกฝังกลายเป็นทัศนคตริไม่ดี ฝังลึกมาตั้งแต่เด็กๆ
  2. การหล่อหลอมทางสังคม วัฒนธรรม ประเพณี หรือศาสนาที่เข้มงวด จนหล่อหลอมซึมลึกเข้าไปสู่จิตใต้สำนึก จากความเกรงกลัวต่อบทลงโทษ
  3. ประสบการณ์ความรักที่ล้มเหลวซ้ำซาก จนเกิดเป็นบาดแผลฝังลึกให้กับจิต ทำให้ไม่อยากต้องมีความรัก ที่สุดท้ายก็จะต้องผิดหวังอีก

ทั้งนี้ สำหรับใครที่ต้องสงสัยตัวเองว่าอาจป่วยเป็นโรคนี้ ก็อย่าพึ่งตื่นตกใจไป เพราะโรคนี้ไม่ถือเป็นอาการทางจิตที่ร้ายแรง แต่หากส่งผลกระทบกับชีวิตประจำวัน หรือลามไปถึงคนรอบข้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากกลายมาเป็นผลเสียต่อสุขภาพตัวเราด้วยแล้ว ก็ควรเข้ารับการปรึกษากับจิตแพทย์เป็นดีที่สุด ซึ่งการรักษานั้น ก็มีตั้งแต่ให้สื่อบำบัด การฝึกให้เผชิญหน้า ไปจนถึงการรักษาด้วยยา ซึ่งงทั้งหมดก็ขึ้นอยู่กับอาการของแต่ละคน

ถึงแม้การไปรักคนอื่นจะเป็นเรื่องยากที่เราจะทำได้ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือควรรักตัวเอง เพราะไม่มีใครรักเราได้ดีเท่าเราอีกแล้ว

เรื่องราวความรักฮา ๆ และพรมลิขิต

บทความ

           วันนี้ผมจะนำเรื่องราวความรักที่ฮา ๆ มาให้ท่านผู้ชมได้อ่านบางบทความท่านอ่านอาจจะเฉย ๆ แต่ต้องมีบทความสักบทความที่ผมนำมาเสนอโดนใจท่านอย่างแน่นอน พร้อมไปรับอ่านกันได้เลย

1.รักเกิดที่รถเมล์

           ผมเป็นเพียงแค่ไอ้หนุ่มบ้านนอกคนหนึ่งที่เดินทางเข้าเมืองมาทำงาน หรือเด็กหนุ่มชนบทเข้า กทม. นั่นเอง ผมเจอกับสาวคนนึ่งบนรถเมล์ซึ่งสมัยนั้นบนรถนี่คนแน่นมาก อย่างกับปลากระป๋อง เธอก็มองเรา เราก็มองเธอ ตอนนั้นเธอน่าจะพึ่งเลิกงานมา ดูรวมแล้วน่าจะเป็นสาวออฟฟิศ เราทั้งคู่มองข้ามหัวคนอื่นไป ๆ มา ๆ จนถึงป้ายรถที่ผมต้องลงแล้ว แต่เธอยังไม่ได้ลง ด้วยความที่คนเยอะและแน่นมากผมก็มองเธอแบบไม่ละสายตากันเลยทีเดียว ตามประสาคนบ้านนอกมาเจอสาวในเมืองแหละเนอะ ผมก็มัวแต่มองเธอ รถก็ต้องลง ผมก้าวท้าวลงบันไดพลาดไง หล่นตุบลงไปกองกับพื้น โชคดีที่รถยังไม่ได้ออก คนที่อยู่บนรถร้องเป็นเสียงเดียวกันด้วยความตกใจแล้วหันมามองที่ผม ผมก็รีบลุกขึ้นอย่างไว อายสุด ๆ เวลานั้น และเชื่อไหมว่าต่อมาผมก็ได้เจอกับเธอคนนั้นบนรถเมล์บ่อย ๆ จนเราได้เริ่มรู้จักกัน คุยกันจนปัจจุบันเราเป็นแฟนกันแล้วล่ะ อยู่ด้วยกันทุกวัน ตอนนี้พอพูดเรื่องวันนั้นแล้วก็ทั้งขำทั้งอาย เป็นจุดเริ่มต้นที่ไม่ดีเท่าไหร่ 555

2.รักโดยบังเอิญหรือพรมลิขิต

           ของเราเจอกันครั้งแรกตอนไปต่างจังหวัดไม่คุ้นทางเท่าไหร่ แล้วพอดีเราเจอเด็กคนหนึ่งยืนร้องไห้อยู่ข้างทาง ตอนนั้นฝนก็ตกหนัก ตอนแรกว่าจะไม่สนใจอะไรแต่พอเด็กเริ่มร้องไห้หนักขึ้นเรื่อย ๆ เราก็เลยสงสาร พอเข้าไปถามเด็ก เด็กก็บอกว่าแม่ให้ยืนอยู่ตรงนี้หลายชั่วโมงแล้ว แม่ก็ยังไม่กลับมาหาสักที เราก็จนปัญญาไม่รู้ว่าจะช่วยเด็กคนนี้ยังไงเพราะว่าเด็กก็จำเบอร์แม่ไม่ได้ด้วย เด็กน่าจะประมาณประถม เลยพาไปส่งที่สถานีตำรวจและซึ่งเราก็เป็นคนต่างถิ่นไม่คุ้นทางสักเท่าไหร่ พอดีจังหวะนั้นมองไปเห็นผู้ชายคนหนึ่งนั่งอยู่ที่ม้านั่งไม่ไกลจากที่เราอยู่นัก เลยตัดสินใจเดินเข้าไปถามทางกับเขา และตอนนั้นฝนก็ยังคงตกอยู่และหนักขึ้นเรื่อย ๆ เราก็ไม่มีร่ม เขาเลยอาสามาส่งเราเพราะว่าเขามีร่ม หลังจากส่งเด็กที่สถานีตำรวจเรียบร้อยแล้วอยู่ ๆ เขาก็เดินเข้ามาขอเบอร์เราไว้ ตอนนั้นเราก็ให้ไปแบบงง ๆ เพราะคิดว่าเขาถูกชะตากับเรามั้ง และเราก็คุยกันมาเรื่อย ๆ จนตอนนี้เราคบกันได้เกือบ 6 ปีแล้วค่ะ 55555

3.ความรักของพ่อกับแม่

           พ่อผมเป็นถึงเดือนของคณะเกษตร หล่อมาก หุ่นดี แค่ไม่ค่อยมีเงิน 5555 แต่พ่อเราก็ได้ดาวมหาลัยมาเป็นแฟนนะเออ เรียนเก่งทุกอย่าง แต่ตกภาษาอังกฤษ ตอนหลังมีหนุ่มย้ายเข้ามาเรียนเกษตร และได้เป็นเพื่อนกับพ่อผม เขาเลยแนะนำให้พ่อไปติวภาษาอังกฤษกับแม่ แม่เรียนมนุษย์อิงค์มาพอดี แต่ว่าตอนนั้นแม่ผมก็มีแฟนอยู่แล้วเหมือนกัน เป็นหนุ่มนิติ แล้วเล่นกีฬายูโดสะด้วย ความรักของพ่อกับดาวมหาลัยไปกันได้ไม่ดีเท่าไหร่ พ่อเรียนหนักจนไม่มีเวลาให้เขา และพ่อก็จนไม่มีเงินเปย์ สุดท้ายก็ต้องเลิกรากันไป เพราะว่าทางสาวดาวมหาลัยทั้งรวยกว่า แต่อยากให้พ่อเปย์แต่พ่อเปย์ไม่ไหว ส่วนเรื่องความรักของแม่กับหนุ่มนิติอันนี้ตรงข้ามกับพ่อเลย หนุ่มนิติเรียนหนัก แล้วพอเรียนจบก็ไปเรียนต่อที่กรุงเทพโดยไม่ได้บอกแม่ก่อน พอไปแล้วค่อยโทรมาบอกให้แม่รอ ตอนนั้นแม่บอกว่าแม่โกรธเขามากที่ไม่ยอมบอกก่อนจะไป แม่จึงบอกเลิก ซึ่งเหมาะเจาะกับพ่อ คนสองคนอกหักมาเจอกันเลยมาปิ๊งกันตอนเรียนจบ และเชื่อไหมว่าแฟนเก่าพ่อที่เป็นดาวมหาลัยเคยมาด่าแม่ถึงคณะที่เรียน แต่เจอแม่ด่ากลับเป็นลมเข้าโรงบาลไปเลย พ่อก็ไม่ได้สนใจอะไรเพราะถือว่าเลิกกันไปแล้ว 5555

           เป็นยังไงบ้านกับเรื่องราวความรักของคนสองคนทั้ง 3 เรื่องนี้ครับ มีทั้งเรื่องความรักที่ฮาตั้งแต่เริ่มต้น ความรักที่เรียกได้ว่าพรมลิขิต และความรักที่ดุเดือด โดยรวม ๆ แล้วผมชอบเรื่องสุดท้ายมากเลยนะ แม่คนเล่าแล้วดูทรงน่าจะเป็นผู้หญิงแกร่งอยู่เหมือนกัน แค่ด่าคนอื่นเขาก็สลบแล้ว 5555